DEW I ดิวไปด้วยกันนะ (2019)

DEW I ดิวไปด้วยกันนะ (2019) l Official Trailer




เรื่องย่อ
    DEW เป็นภาพยนตร์แนว โรแมนติก-ดราม่า ว่าด้วย "ถ้าคุณมีโอกาสครั้งที่สองในการแก้ไขสิ่งที่เคยทำผิดกับคนที่คุณรัก คุณจะกลับไปเปลี่ยนแปลงมัน หรือจะปล่อยมันไป" 

หลังจากล้มเหลวจากการทำธุรกิจส่วนตัว “ภพ” ชายอายุ 37 ปี จำเป็นต้องย้ายกลับไปที่บ้านเกิดของเขาที่ 'ปางน้อย' กับ “อร” ภรรยาผู้แสนดีที่คอยช่วยเหลือเขาเสมอ กว่า 20 ปี ที่ต้องไปเรียนต่างเมืองเพราะไม่สามารถขัดขืนคำสั่งของพ่อแม่ตัวเองที่มีภูมิหลังแบบจีนอันแสนเข้มงวดได้ การกลับมาที่ปางน้อยครั้งนี้ “ภพ” เริ่มต้นชีวิตใหม่ด้วยการทำงานเป็นครูในโรงเรียนที่เขาเคยเรียนมาก่อน แต่ความทรงจำเก่าๆ จากเมื่อตอนวัยรุ่นที่ลืมไปนานแล้วก็ได้หวนกลับมาสู่ความคิดและความรู้สึกของเขาอย่างช้า ๆ โดยเฉพาะความทรงจำเกี่ยวกับอดีตคนรักที่กลับมาทำให้เขาคิดถึงอีกครั้ง ณ ปางน้อยแห่งนี้ 

[SPOIL]

หนังเปิดเรื่องด้วยเรื่องราวของเด็กหนุ่มสองคนอย่างดิวและภพ ซึ่งแม้ตัวอย่างจะชัดเจนว่าสุดท้ายแล้วสองคนจะรักกัน แต่ช่วงที่ยังไม่เปิดเผยตัวของดิว บรรยากาศในโรงเรียนก็เต็มไปด้วยความอึมครึมและน่าอึดอัด มีการแบ่งแยก กล่าวหากลุ่มคนเพศที่สามอย่างชัดเจน ซึ่งก็ไม่แปลกที่ดิวจะไม่ยอมรับว่าตัวเองเป็นเพศที่สามในตอนแรก และภพเองก็ปฏิเสธการเข้าใกล้ดิว หลังมีอะไรกับดิว
แต่หลังจากทุกคนรู้เรื่องของทั้งสอง การ Bully และการทำร้ายดิวและภพ เริ่มเข้าถึงทั้งสองมากขึ้น ดิวเริ่มอยู่ในโรงเรียนยากขึ้น มีการกรีดโต๊ะด้วยถ้อยคำหยาบคาย มีข่าวลือเสีย ๆ หาย ๆ มากมาย แม้แต่แม่ของดิวเองก็ยังไม่พูดว่ารักดิวเหมือนเดิมในตอนที่ดิวถาม ซึ่งถ้ามองลึกลงไปในความคิดของแม่ดิว คิดว่าน่าจะอยากให้ลูกเป็นเพศปกตินั่นแหละ เลยไม่บอกอะไร เผื่อลูกจะได้กลับมาอยู่ในวิถีปกติ แต่ในมุมมองของดิวที่แม่ไม่ตอบ ความรู้สึกว่าแม่รัก มันคงหมดไปแล้ว เพราะแม่ไม่ตอบ และนั่นยิ่งทำให้ดิวยิ่งอยากออกจากปางน้อย จึงได้เอ่ยปากชวนภพให้ไปด้วยกัน

ในขณะที่ภพ ซึ่งที่บ้านเป็นจีนจ๋ามาก พ่อแสดงท่าทีรังเกียจเพศที่สามชัดเจน ถึงขนาดออกปากว่าทำไมถึงโดนกะเทยต่อย คือแม้แต่แพ้กะเทยยังผิดในสายตาพ่อ ถ้าพ่อรู้ว่าภพชอบดิว คงยิ่งไปกันใหญ่ ทำให้ภพเหมือนระเบิดเวลาที่พร้อมจะแตกหักกับที่บ้านอยู่แล้วถ้าจะเลือกดิว แต่เหตุการณ์คงจะดำเนินไปอย่างเงียบๆ ถ้าภพไม่โดนคนที่ศูนย์ฝึกแจ้งไปยังที่บ้านว่าภพมาเข้าฝึก ซึ่งพ่อเองก็เข้าใจว่าลูกไม่ต้องเข้า การไปเข้าฝึกแทนดิว ทำให้ความแตก และภพจึงก้าวออกมา พร้อมกับโดนประกาศตัดพ่อตัดลูก จากพ่อของตัวเอง

เนื้อหาในองค์แรกนี้เป็นเรื่องราวความรักที่ถูกกีดกัน จากความไม่เข้าใจกันของผู้ที่คิดว่าตัวเองหวังดี (ครู พ่อ แม่) หรือจากกรอบของสังคมโดยแท้ ที่จริงดิวกับภพควรจะได้อยู่ด้วยกัน ดิวคงไม่ตาย ถ้าไม่ต้องมีการไปเข้าฝึกเพราะทำให้ความแตก หรือแม้แต่ยังจะได้อยู่บ้านเดิมถ้าพ่อของภพเข้าใจในตัวภพ

ในส่วนของดิวนั้น แม่เพิ่งจะมาบอกว่าดิวเป็นอะไรก็รัก ก็ตอนที่ดิวเตรียมตัวจะไปจากปางน้อยแล้ว ทำให้ดิวต้องเลือกระหว่างอยู่กับแม่ซึ่งเหลือตัวคนเดียว หรือไปกับภพ สำหรับดิวไม่ว่าทางไหนก็เจ็บ แล้วตัวเองก็เป็นคนเอ่ยปากชวนภพเอง

ผมคิดว่าที่ดิวขี่มอเตอร์ไซค์ไปถูกรถชน ก็อาจจะไปเพื่อห้ามภพไม่ให้ขึ้นรถไฟไป แล้วให้ภพมาพักที่บ้านชั่วคราว หรืออะไรก็แล้วแต่ที่ตกลงกับแม่ได้ เพราะเหมือนแม่จะเปิดทางให้ดิวกับภพแล้ว ส่วนภพที่กลับมาที่บ้านได้ในตอนหลัง ผมคิดว่าอาจจะเป็นเพราะภพไม่ได้ไปกับดิว เลยไม่มีอะไรรั้งไว้ไม่ให้กลับบ้าน ภพอาจจะไม่ได้ชอบผู้ชายคนอื่นอีกเลย นอกจากดิว ก็อาจจะมีส่วนทำให้กับมาคุยกับที่บ้านได้เหมือนเดิม

นอกจากนี้กรอบของสังคมที่บีบคั้นดิวกับภพนั้น ก็มีผู้หวังดีอื่นๆบังคับให้ภพและดิวต้องทำตามกรอบอยู่ไม่น้อย ซึ่งก็ส่งผลในรูปแบบต่างๆ ตั้งแต่ผลลัพธ์เล็กๆ อย่างการที่ภพได้แผลมาจากการฝึก ไปจนถึงการเป็นต้นเหตุของการที่ภพต้องบ้านแตก และนำมาซึ่งความตายของดิว ก็เพราะมีคนหวังดีไปบอกพ่อของภพ มันก็น่าคิดว่าภายใต้ความหวังดีเหล่านั้น มันไม่ได้ทำให้ผลลัพธ์เกิดอะไรดีๆขึ้นมากับใครเลย ทั้งกับพ่อภพ แม่ดิว รวมถึงตัวภพและดิวเอง

ก็อาจจะใช่ที่เรามองด้วยกรอบความเชื่อปัจจุบันแล้วมองว่าคนในยุคนั้นทำผิดไป (จากความคิดตอนนี้) แต่หากมองย้อนไปในกรอบยุค 90 คนในยุคนั้นก็คงจะมองว่าตัวเองหวังดี ประสงค์ดีต่อคนๆนั้นจริงๆ เพราะการเป็นเพศที่สามในยุคนั้นมีโอกาสโดนล้อเลียน กลั่นแกล้ง ใส่ร้ายป้ายสี และอื่นๆ แต่ในอีกมุมหนึ่ง ความหวังดีแบบนั้นก็ส่งผลร้ายกับตัวผู้ได้รับความหวังดี และคนรอบข้างของผู้ได้รับความหวังดีนั้นด้วยเช่นกัน แม้ว่าผู้หวังดีอาจจะมองว่าตัวเองทำไปด้วยเจตนาที่ดีหรือไม่ก็ตาม
ส่วนตัวแทนของคนหวังดีที่มีบทพูดชัดเจนที่สุด (และดูดีที่สุด) ก็อาจจะเป็นครูรัชนีที่มากอดปลอบใจภพในตอนโตและพูดกับภพว่า

“อย่าให้บาดแผลในอดีตมาฉุดรั้ง

ไม่ให้เราเติบโตไปเป็นผู้ใหญ่เลยนะ”










DEW(2019) ดิวไปด้วยกันนะ